BIS

Card Set Information

Author:
fung_gust
ID:
163483
Filename:
BIS
Updated:
2012-08-03 06:48:55
Tags:
BIS compre wan
Folders:

Description:
BIS for compre (wan)
Show Answers:

Home > Flashcards > Print Preview

The flashcards below were created by user fung_gust on FreezingBlue Flashcards. What would you like to do?


  1. GNP(Gross National Product)

    GDP(Gross Domestic Product)
  2. เป็นตัววัดความเจริญของระบบเศรฐกิจ มีหน่วยเป็นเงิน มูลค่าตามราคาตลาด ของสินค้าและบริการทั้งหมดที่ประเทศผลิตได้
  3. GNP(Gross National Product)
    ผลิตจากคนไทย ที่มีสัญชาติไทย ไม่ว่าจะผลิตที่ไหน
  4. GDP(Gross Domestic Product)
    ต้องถูกผลิตในขอบเขตของประเทศไทย ใครเป็นคนผลิตก็ได้
  5. เกณฑ์ที่ใช้ในการวัดว่าประเทศนั้นเจริญดีหรือเปล่า
    ใช้ GDP เพราะ เก็บข้อมูลได้ง่ายและครบถ้วนกว่า

    =

    GDP / จำนวนประชากร หรือ การเพิ่มขึ้นของ GDP จากปีที่แล้วเป็น %

    --> สูงดี
  6. ประเภทของเศรฐกิจ
    • 1.ทุนนิยม
    • 2.สังคมนิยม
    • 3.คอมมิวนิสต์
  7. 1.ทุนนิยม
    รัฐไม่ยุ่งกับการทำงานของเอกชน รัฐมีหน้าที่ดูแลไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ
  8. 2.สังคมนิยม
    เอกชนกับรัฐบาลทำงานร่วมกัน โดยรัฐบาลดูแลเรื่องสวัสดิการต่างๆ
  9. 3.คอมมิวนิสต์
    ทุกอย่างเป็นของรัฐ
  10. เป้าหมายของระบบเศรฐกิจ
    • 1.ความเจริญ
    • 2.สเถียรภาพ
    • 3.ความเป็นธรรม
    • 4.เสรีภาพ
  11. 1.ความเจริญ
    ดูจาก % การเพิ่มของ GDP

    เพิ่มมากก็ไม่ดี --> เงินเฟ้อ
  12. 2.สเถียรภาพ
    ต้องให้ % ของ GDP เพิ่มคงที่
  13. 3.ความเป็นธรรม
    ได้ผลตอบแทนเท่าๆกัน
  14. 4.เสรีภาพ
    ใครอยากทำอะำไรก็ทำ รัฐต้องดูแลไม่ให้เกิดการเอาเปรียบ
  15. Public debt (หนี้สาธารณะ)
    หนี้ที่รัฐบาลหนึ่งสร้างขึ้นมา แล้วรัฐบาลต่อไปต้องใช้คืน โดยเอามาจากเงินภาษี
  16. เครื่องมือที่รัฐบาลใช้ในการดูแลสเถียรภาพของระบบเศรฐกิจ
    • 1.Fiscal Policy(นโยบายการคลัง) มาจากกระทรวงการคลัง
    • 2.Mondary Policy(นโยบายการเงิน) ธนาคารแห่งประเทศไทย
  17. 1.Fiscal Policy(นโยบายการคลัง) มาจากกระทรวงการคลัง
    -ปัญหาหลักๆ -> เศรฐกิจตกต่ำ และเงินเฟ้อ
    -เครื่องมือ ->
    1.การใช้จ่ายเงินของรัฐ
    2.ภาษี
    3.หนี้สาธารณะ
  18. 2.Mondary Policy(นโยบายการเงิน) ธนาคารแห่งประเทศไทย
    -ดูแลเงินหมุนเวียนภายในประเทศ
    -เครื่องมือ
    1.ซื้อ ขายพัธบัตร
    2.อัตราดอกเบี้ยที่คิดกับธนาคารพานิชย์
    3.เปลี่ยนแปลงเงินสำรอง
    4.จูงใจทางศีลธรรม
    5.เงื่อนไขผ่อนส่ง
  19. ...  Market segmentation, targeting and positioning  ...
  20. ..  Market  ..
    มี 3 ประเภท
  21. 1.Mass market
    -1 ตลาด 1 ผลิตภัณฑ์

    -ได้เปรียบในแง่ต้นทุน เพราะตลาดมีคนจำนวนมาก
  22. 2.Product-variety marketing
    -มีผลิตภัณฑ์หลายๆรูปแบบ เช่น โยเกิร์ต มีหลายรสชาด, น้ำอัดลม มีหลายขนาด

    -ความต้องการเปลี่ยนแปลงตามสภาพเเวดล้อม
  23. 3.Target marketing
    -แบ่งตลาดออกเป็นส่วนๆ แล้วก็ทำผลิตภัณฑ์ออกมาขายในแต่ละตลาด

    -ต้นทุนแพง
  24. ขั้นตอนการทำ Target marketing
    • 1.Market segmentation
    • 2.Market targeting
    • 3.Market positioning
  25. 1.Market segmentation
    -หาปัจจัย หรือ ตัวแปร ที่จะใช้ในการแบ่งตลาด

    -ทำ profile ของแต่ละ segment (ตลาด)
  26. 2.Market targeting
    • -ดูความน่าสนใจของแต่ละ segment
    • -เลือกตลาดที่จะทำ
  27. 3.Market positioning
    • -หาจุดเด่นให้กับผลิตภัณฑ์
    • -ทำ market mix (4Ps) ให้สอดคล้องกับ position ที่วางไว้
  28. 1.Market segmentation
    • 1.ปัจจัยและตัวแปร
    • -Geographic = พื้นที่, ภูมิภาค, ขนาดของเมือง
    • -Demographic = เพศ, อายุ, รายได้, ครอบครัว --> ได้รับความนิยทสูง เพราะวัดได้ง่ายและชัดเจน
    • -Psychographic = ความคิด


    2.ทำ profile ของแต่ละ segment = ข้อมูลต่างๆของแต่ละ segment เช่น จำนวนคน, ชอบอะไร
  29. ** สิ่งที่บอกว่าปัจจัยหรือตัวแปรไหนใช้งานได้ดี
    • 1.Measurability = บอกขนาดได้
    • 2.Accessibity = สามารถเข้าถึงในแต่ละ segment ได้ ถ้าคนใน segment ต่างกันมาก จะไม่ดี
    • 3.Substantiality = ตลาดใหญ่พอที่จะได้กำไร
    • 4.Actionability =ให้สอดคล้องกับบริษัท
  30. 2.Market targeting
    • 1.ดูความน่าสนใจของแต่ละ segment
    • 2.การเลือก segment
  31. 1.ดูความน่าสนใจของแต่ละ segment
    • 1.1 Size กับ Growth
    • ขนาดใหญ่และการเจริญเติบโตสูง
    • 1.2 Structure(โครงสร้างของ segment)
    • -ความแข็งแรงของยบริษัทคู่แข่ง
    • -สินค้าทดแทน ถ้ามีของเดียวกันอยู่เยอะ ถ้าปรับราคาก็เสียลูกค้า
    • -ผู้ซื้อ เรามีอำนาจในการต่อรองแค่ไหน
    • -Supplier ถ้ามีน้อยจะไม่ค่อยมีทางเลือก
    • -Company objective and resource เป้าหมายของบริษัทสอดคล้องกับ segment ไหน
  32. แล้วจะเลือกแบบไหน ?
    • 1.Resource
    • 2.ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์
    • 3.life cycle ของผลิตภัณฑ์
    • 4.ความต้องการของตลาด
    • 5.คู่แข่งใช้นโยบายแบบไหน
  33. 2.การเลือก segment
    • 1.Undifferentiate เลือกสิ่งที่คล้ายไกันของแต่ละตลาดมาทำเป็นของชิ้นเดียว แล้วไปขายทั้งตลาด
    • 2.Differentiate เลือกตลาดแล้วทำ 1 ผลิตภัณฑ์ / 1 segment
    • 3.Concentrated Nich market ตลาดเล็กๆ เล็กกว่า 1 segment เนื่องจากข้อจำกัดของบริษัท
  34. 3.Market positioning
    position คือ สิ่งที่ลูกค้าคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ของเรา ว่ามีจุดเด่นอะไร เมื่อเทียบกับคู่แข่ง
    • 3.1 เลือกความแตกต่าง
    • 3.2 4Ps
  35. 3.1 เลือกความแตกต่าง ต้องแตกต่างอย่างชัดเจน
    • -Product สิ่งที่ทำให้ผลิตภัณฑ์โดดเด่น
    • -Service
    • -Brand ทำให้แบรนแข็งแรง เช่น โฆษณา
  36. การเลือกว่าจะเอาอะไรเป็น Position ?
    • -ต้องมีความสำคัญต่อลูกค้า
    • -ต้องแตกต่างจากคู่แข่ง
    • -ดีกว่า
    • -สื่อถึงความแตกต่างให้ลูกค้าลูกสึกได้
    • -เลียนแบบได้ยาก
    • -ไม่แพงเกินไป
    • -สามารถทำกำไรได้
  37. 3.2 4Ps
    • -Product
    • -Price
    • -Place
    • -Promotion

    *** ต้องทำให้ตรงกับ segment
  38. -Product
    • แบ่งเป็น 3 ระดับ
    • 1.Core product ประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับจากผลิตภัณฑ์
    • 2.Actual product สิ่งที่ลูกค้าจะต้องได้ หรือ ตัวผลิตภัณฑ์เอง
    • 3.Augment product สิ่งที่เพิ่มมาที่ผู้บริโภคคิดว่าคุ้มค่า

    • แบ่งตามชนิดได้ 2 ชนิด
    • 1.Industrial product ซื้อไปเพื่อดำเนินกิจการต่อ
    • 2.Consumer Product แบ่งตามลักษณะการซื้อ
    • -Convenience product ซื้อบ่อย, ราคาถูก, ตัดสินใจซื้อง่าย
    • -Shopping product ใช้เวลาในการตัดสินใจซื้อมาก เช่น บ้าน, กล้อง
    • -Specialty product สินค้ามี brand ไม่มีอะไรแทนได้
    • -Unsought product ไม่คิดจะซื้อ เพราะ ไม่รู้ หรือ ไม่จำเป็น
    • -
  39. การตัดสินใจเกี่ยวกับ product ?
    • 1.Product attribute
    • 2.Brand
    • 3.Packaging
  40. 1.Product attribute
    • 1.Quality
    • 2.Feature เพื่อให้แตกต่างจากคู่แข่ง
    • 3.Design ออกแบบดีแล้วต้องใช้งานได้ดีด้วย
  41. 2.Brand(*)  สิ่งที่ทำให้ผู้บริโภคแยกความแตกต่างของสินค้าได้ และประกันคุณภาพของสินค้าด้วย
    • 2.1Brand equity
    • 2.2สิ่งที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับ brand
    • 2.3Brand sponser
    • 2.4Bran strategy
    • 2.5Brand reposition
  42. 2.1Brand equity = brand ที่ดี ต้องมี equity สูง
    • -Brand loyalty = มีความซื่อสัตย์ต่อแบรนสูง
    • -Name awareness = ลูกค้ารู้จักชื่อ brand เป็นอย่างดี
    • -Pereceived quality = ลูกค้ามองว่าคุณภาพดี
    • -Brand association = ความเชื่อมโยงระหว่าง Brand กับ สินค้าสูง
  43. 2.2สิ่งที่ต้องตัดสินใจเกี่ยวกับ brand
    • -จะมีหรือไม่มีก็ได้ เพราะมีต้นทุน
    • -ถ้ามี Brand ที่ดีควรบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์, จำง่าย, โดดเด่น, แปลงเป็นภาษาต่างประเทศได้ง่าย, สามารถจดทะเบียนได้
  44. 2.3Brand sponser(*)
    • 1.Manufacture brand = brand ของผู้ผลิตเอง เช่น sony, cannon มักนำไปขายใน Private brand
    • 2.Private brand (Store brand) = Brand ของผู้ค้าปลีก เช่น Tesco(Super save)
    • 3.License brand = brand ที่ซื้อมาติดบนสินค้า เช่น ตัวการ์ตูนต่างๆ
    • 4.Co-brand = 2 บริษัททำสินค้าร่วมกันภายใต้ brand หนึ่ง
  45. 2.4Bran strategy แบ่งออกเป็น 4 แบบ
    • 1.Line Extension
    • 2.Brand Extension
    • 3.Multibrand
    • 4.New brand
  46. 1.Line Extension เช่น โยเกิร์ตหลายรส, ยาสีฟัน, มาม่า
    • เพื่อ
    • -ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค
    • -ตอบโต้กับคู่่แข่ง
    • -เพื่อให้ได้พื้นที่ในการวางมาก เพราะถ้าไม่หลากหลายพื้นที่ก็จำกัด
    • ข้อเสีย
    • -แย่งลูกค้ากันเองในผลิตภัณฑ์
  47. 2.Brand Extension เช่น Dove ทำทั้งสบู่ และยาสระผม
    • เพื่อ
    • -ใช้ชื่อเสียงเดิม -> ลดต้นทุนในการ promote
    • -ต้นทุนต่ำกว่า
    • ข้อเสีย
    • -ถ้าอันใหม่ไม่ดีจะกระทบกับอันเก่า
    • -ไม่ควรใช้กับสินค้าที่แตกต่างกันมากไป
  48. 3.Multibrand = ผลิตภัณฑ์เดิมแต่มีหลายแบรน
    • เพื่อ
    • -แบ่งตลาด
    • -เอากันแบรนหลัก เกิด fighter brand
  49. 4.New brand
    • เพื่อ
    • -สินค้ามีความแตกต่างกันมาก
    • -
  50. 2.5Brand reposition
    • -เปลี่ยนเล็กๆน้อยๆหรือเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายเลยก็ได้
    • -ทำในช่วง Decline เพื่อดึงยอดขาย
    • -ทำโฆษณา หรือ สินค้าใหม่, บอกวิธีใช้ให้หลากหลาย
  51. 3.Packaging
    • -ต้องดึงดูด
    • -วางซ้อนกันได้ง่าย ถ้ายากจำนวนการซื้อจะต่ำลง
  52. -Price
    • 1.การตั้งราคา
    • 2.วิธีตั้งราคา
    • 3.การปรับเวทราคาสินค้า(Price adjustment strategy)
  53. 1.การตั้งราคา
    -มองเป็น 2 แง่
    • 1.1ปัจจัยภายใน
    • 1.2ปัจจัยภายนอก
  54. 1.1ปัจจัยภายใน
    -Market objective
    -Market mix strategy
    -Cost
    -Organozational consideration
    • -Market objective = ดูว่าตลาดอยู่ segment ไหน
    • -Market mix strategy = Product(คุณภาพสูง-> ต้นทุนสูง) Place(ต้องอาศัยพ่อค้าปลีกมากแค่ไหน ยิ่ง marginสูง ราคาแพง) Promotion
    • -Cost = เเบ่งเป็น แปรผัน กับคงที่
    • *แปรผัน = ตามปริมาณสินค้า เช่น วัตถุดิบ,ค่าจ้างรายวัน
    • *คงที่ = เงินเดือน, ค่าเช่า, ดอกเบี้ย
    • -Organozational consideration = ใครเป็นคนตั้งราคา
    • *ผู้บริหารระดับสูง = เปลี่ยนลำบาก
    • *ระดับล่าง = เปลี่ยนง่ายและเร็ว
  55. 1.2ปัจจัยภายนอก
    • -ความคิดของผู้บริโภค
    • -คู่แข่ง
    • -อื่นๆ เช่น เศรษฐกิจไม่ดี ต้องตั้งราคาต่ำ
  56. 2.วิธีตั้งราคา
    • 2.1Cost based pricing = ตั้งจากต้นทุนของสินค้า
    • 2.2Value based pricing = ตรงข้ามจาก Cost based pricing เริ่มจากลูกค้า
  57. 2.1Cost based pricing = ตั้งจากต้นทุนของสินค้า
    • -ต้นทุน+กำไรที่บริษัทต้องการ+marginของพ่อค้าคนกลาง = ราคาที่ติด
    • ปัญหา
    • -ยอดขายที่คาดว่าจะขายได้ ไม่รู้ว่าจริงหรือไม่(เดาเอา) ทำให้มีปัญหากับกำไร
  58. 2.2Value based pricing = ตรงข้ามจาก Cost based pricing เริ่มจากลูกค้า
    • -ดูว่าลูกค้าต้องการสินค้าแบบไหนแล้วค่อยมาบีบเอาที่วัตถุดิบ
    • -Customer->Value->Price->Cost->Product
    • -ใช้กับสินค้าราคาถูก เช่น computer
  59. 3.การปรับเวทราคาสินค้า(Price adjustment strategy)
    • 3.1Discount and Allowance Pricing
    • -Cash discount
    • -Quantity discount
    • -Trade discount
    • -Seasonal discount
    • -Allowance
    • 3.2Segmented Pricing
    • 3.3Psychological Pricing
    • 3.4Promotional Pricing
    • 3.5Geographic Pricing
  60. 3.1Discount and Allowance Pricing
    • 1.Cash discount = ส่วนลดเงินสด เมื่อต้องการเร่งรัดการจ่ายเงินของลูกค้า
    • 2.Quantity discount = ส่วนลดปริมาณ ถ้าซื้อมากก็ได้ลดเยอะ มีแบบไม่สะสมกับสะสม
    • 3.Trade discount = ส่วนลดทางการค้า ให้เพิ่มแก่ร้าน เมื่อทำอะไรให้เป็นพิเศษ เช่น promote ให้
    • 4.Seasonal discount = ส่วนลดตามฤดูกาล
    • 5.Allowance = ค่าตอบแทน คล้ายๆ Trade discount แต่จ่ายเป็นค่าตอบแทน
  61. 3.2Segmented Pricing = สินค้าแบบเดียวกัน แต่ขายให้คนละกลุ่มไม่เท่ากัน
    • 1.Customer segment pricing = ค่าตั๋วหนัง, ค่าเข้าสวนสัตว์
    • 2.Product form pricing = รถยนต์ แค่อุปกรณ์ไม่เหมือนกัน
    • 3.Location pricing = คอนเสิร์ต แต่ละที่ราคาต่างกัน
    • 4.Time pricing = แต่ละเวลาราคาต่างกัน เช่น ค่าโทรศัพท์
  62. 3.3Psychological Pricing = ตั้งราคาให้มีผลทางจิตใจ
    • 1.Price lining = ตลาดนัด มีไม่กี่ระดับราคา เพื่อให้ตัดสินใจได้เร็ว
    • 2.Prestige pricing = ตั้งราคาให้สูง ให้รู้สึกว่าโดดเด่นเหนือคนอื่น
  63. 3.4Promotional Pricing = ดึงดูดลูกค้าให้มาเยอะๆ เพื่อให้เห็นสินค้าชนิดอื่นด้วย
  64. 3.5Geographic Pricing = ราคาสินค้าแตกต่่างกันเพราะค่าขนส่งไม่เท่ากัน
    • 1.Free on board (FOB) = ลูกค้าแบกรับค่าใช้จ่ายในการส่ง โดยบวกเข้าไปในราคาสินค้า
    • 2.Uniform Deliver pricing = ราคาเท่ากัน โดยเอาคาขนส่งมาเฉลี่ยแล้วบวกเข้าไป
    • 3.Zone Deliver pricing = เอาค่าขนส่งในพื้นที่มาเฉลี่ยแล้วบวกเพิ่ม
    • 4.Base point pricing = เอาค่าขนส่งจากจุดฐานมาคิด ไม่ค่อยใช้
  65. -Place
  66. -Promotion มี 3 ตัว
    • 1.Advertising = บอกถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ขายได้
    • 2.Sale promotion = การลด แลก แจก แถม
    • 3.Public Relation (PR) = ดูแลภาพลักษณ์ของบริษัท ไม่เน้นขาย พยายามให้คนภายนอกมองว่าเป็นบริษัทที่ดี
  67. 1.Advertising = บอกถึงคุณประโยชน์ของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ขายได้
    -หวังผลระยะยาว
    • 1.1 Set objective
    • 1.2 Set budget
    • 1.3 Advertising strategy
    • 1.4 Evaluate
  68. 1.1 Set objective ทำโฆษณาเพื่ออะไร มี 3 แบบ
    • 1.Inform = บอกให้รู้ว่ามีสินค้านี้อยู่, บอกวิธีใช้งานสินค้า, ลดความกลัวของลูกค้า, แจ้งการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า --> ช่วง state แรก
    • 2.Persuade = ชักชวนให้ใช้สินค้า เพราะมีการแข่งขันสูง --> state ที่ 2 (growth)
    • 3.Remind = บอกว่ายังมีอยู่นะ --> state ที่ 3 (mature)
  69. 1.2Set budget
    • -กำหนดเป็น % ของยอดขาย บางที่ขึ้นอยู่กับ Boss
    • -ทางทฤษฎี
    • 1.ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ ถ้ามาก อาจไม่ต้องโฆษณามาก
    • 2.คู่แข่งมาก ก็ใช้เยอะ
    • 3.ถ้าอยู่ในช่วงแรกๆ ก็ใช้เยอะ
  70. 1.3 Advertising strategy
    • 1.ข้อความที่จะส่งให้ผู้บริโภค
    • 2.ต้องใช้อะไร
    • 3.สื่ออย่างไร
  71. 1.ข้อความที่จะส่งให้ผู้บริโภค
    • -ต้องได้รับความสนใจ
    • -สื่อสารสิ่งที่ต้องการได้
    • -คำที่ใช้ควรบอกประโยชน์ของผลิตภัณฑ์
    • -ทำให้เชื่อว่าสิ่งที่โฆษณาเป็นจริง
    • -แตกต่างอย่างชัดเจน
  72. 2.ต้องใช้อะไร
    • -Presentor
    • -Fantacy
    • -สร้างเรื่องให้เชื่อว่าจริงน่าซื้อ
  73. 3.สื่ออย่างไร
    • -เสียงพูดและ เพลงประกอบ
    • -สื่อประเภทไหน ขึ้นกับกลุ่มเป้าหมาย, เนื้อหา, ระยะเวลา, เงิน
  74. 1.4 Evaluate = ทำเพื่อดูว่าโฆษณาที่ทำไปมีผลไงบ้าง มี 2 แง่
    • 1.Pie (ก่อนโฆษณาออก) = ให้กลุ่มเป้าหมายดู story board ว่าเข้าใจไหม, ชอบไหม
    • 2.Post (หลังโฆษณาออก) = ถามกลุ่มเป้าหมายว่าชอบไหม, รู้สึกยังไง
  75. 2.Sale promotion = การลด แลก แจก แถม
    -หวังผลระยะสั้น
    -มักทำช่วงสินปี (ปิดงบ)
    • 1.แจกของทดลอง
    • 2.coupons ไปใช้เป็นส่วนลด
    • 3.Rebates คล้าย Coupons แต่ส่งกลับไปที่บริษัทแล้วจะส่งเงินกลับมา
    • 4.Price pack ซื้อเป็น pack ถูกกว่า
    • 5.Premium ขอแถม เช่น ถ้าซื้อครบเท่านี้ จะได้แก้ว
    • 6.Advertising spealties ของที่ได้ตามเทศกาลต่างๆ มักเป็นของใช้ประจำวัน เพื่อให้เห็นทุกวัน
    • 7.Patronage reward สะสมแต้ม
    • 8.Point of perchase ตั้งบูทต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าลอง
    • 9.Contest หรือ Sweeptake ชิงโชค
  76. 3.Public Relation (PR) = ดูแลภาพลักษณ์ของบริษัท ไม่เน้นขาย พยายามให้คนภายนอกมองว่าเป็นบริษัทที่ดี
  77. เงินในแต่ละช่วงเวลาจะมีค่าไม่เท่ากัน เนื่องมาจากเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อทำให้เงินก้อนเดิมซื้อของได้น้อยลง



    * k = ?%/ปี
  78. Effectve rate = ดอกเบี้ยที่คิดปีละ 1 ครั้ง
    Nomonal rate = ดอกเบี้ยที่คิดปีละมากกว่า 1 ครั้ง



    * m = จำนวนครั้งที่คิดดอกเบี้ย
  79. งบการเงิน
    • 1. งบดุล (Balance sheet)(*) = สินทรัพย์ที่บริษัทมี ณ วันหนึ่งๆ
    • 2. งบกำไร ขาดทุน (Income statement)(*) = ผลการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละปี
    • 3. งบกระแสเงินสด (Cash flow statement) = เงินสดของบริษัทในแต่ละปี มีการไหลเข้า-ออก โดยการทำอะไรบ้าง
  80. 1. งบดุล (Balance sheet)(*) = สินทรัพย์ที่บริษัทมี ณ วันหนึ่งๆ โดยไม่สนใจว่าเกิดขึ้นเมื่อไร
    -มี 2 ด้าน
    -ตัวเลขสุดท้ายของทั้ง 2 ด้านต้องเท่ากัน
    -สินทรัพย์(Asset) = หนี้สิน+ส่วนของเจ้าของ(Liability & Equity)
  81. สินทรัพย์ มี 3 ประเภท
    • 1.สินทรัพย์หมุนเวียน (Current asset)
    • 2.สินทรัพย์ถาวร (Fixed asset)
    • 3.สินทรัพย์อื่นๆ
  82. 1.สินทรัพย์หมุนเวียน (Current asset) = เป็นเงินสด, แปลงเป็นเงินสดได้ง่าย, ใช้แล้วหมดไปใน 1 ปี
    • -เงินสด, เงินฝาก
    • -หลักทรัพย์
    • -ลูกหนี้การค้า (Account receivable) = ซื้อของแต่ยังไม่จ่าย
    • -สินค้าคงคลัง (Inventory)
    • -ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า (Prepaid expense) = ประกัน
  83. 2.สินทรัพย์ถาวร (Fixed asset) = ใช้แล้วไม่หมดไป
    • -ทุกอย่างที่ใช้สนับสนุนการทำงาน
    • -ที่ดิน ไม่มีค่าเสื่อมราคา
  84. 3.สินทรัพย์อื่นๆ
    • -มักเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เช่น ลิขสิทธิ์ต่างๆ, แบรน
    • -อะไรที่สร้างรายได้ให้บริษัทได้
  85. หนี้สิน+ส่วนของเจ้าของ(Liability & Equity)
    • -หนี้สิน(Liability)มี 2 ประเภท
    • -ส่วนของเจ้าของ(Equity)มี 3 ประเภท
  86. หนี้สิน(Liability)มี 2 ประเภท
    • 1.หนี้สินหมุนเวียน (Current Liability) = ชำระคืนใน 1 ปี
    • -เจ้าหนี้การค้า (Account payable)
    • -...ค้างจ่าย (Accrued ...) = ค้าจ้าง, ภาษี
    • -เงินกู้ยืมระยะสั้น (Short-term.../Note)
    • 2.หนี้สินระยะยาว (Long-term Liability)
    • -เงินกู้ยืมระยะยาว (Long-term Debt) = ถ้าคืนจนเหลือ 1 ปี จะกลายเป็นระยะสั้น
    • -หุ้นกู้ (Bond)(*) = เงินกู้, กำหนดระยะเวลาแน่นอน, ได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ( % / ปี, กี่ครั้ง / ปี )
  87. ส่วนของเจ้าของ(Equity)มี 3 ประเภท
    • 1.หุ้นบุริมสิทธิ์ (Prefered stock)(*) = กำหนดเงินปันผลชัดเจน ว่าได้กี่บาทต่อหุ้น, กำไรก็จ่าย ขาดทุนก็ไม่จ่าย
    • 2.หุ้นสามัญ (Common stock)(*) = เป็นเจ้าของบริษัท, ไม่ได้กำหนดว่าต้องจ่ายปันผลเท่าไร ขึ้นอยู่กับที่ประชุม
    • 3.กำไรสะสม (Retain Earning) = เอาไว้ใช้ในกรณีลำบาก
  88. หุ้นชนิดต่างๆ
    • 1.หุ้นกู้ (Bond)(*) = เงินกู้, กำหนดระยะเวลาแน่นอน, ได้ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย ( % / ปี, กี่ครั้ง / ปี )
    • 2.หุ้นบุริมสิทธิ์ (Prefered stock)(*) = กำหนดเงินปันผลชัดเจน ว่าได้กี่บาทต่อหุ้น, กำไรก็จ่าย ขาดทุนก็ไม่จ่าย
    • 3.หุ้นสามัญ (Common stock)(*) = เป็นเจ้าของบริษัท, ไม่ได้กำหนดว่าต้องจ่ายปันผลเท่าไร ขึ้นอยู่กับที่ประชุม
  89. 2. งบกำไร ขาดทุน (Income statement)(*) =
    ผลการดำเนินงานของบริษัทในแต่ละปี
    1. รายได้(ยอดขาย) - ต้นทุน - ค่าใช้จ่าย - ค่าเสื่อมราคา (Depreciation) = EBIT (Earning before interest & Tax)

    2. EBIT (Earning before interest & Tax) - Interest (ดอกเบี้ย หักภาษี) = EBT (Earning before Tax)

    3. EBT (Earning before Tax) - Tax = Net income (กำไรสุทธิ)

    4. Net income (กำไรสุทธิ) - เงินปันผล (Divided) จากหุ้นบุริมสิทธิ์กับหุ้นสามัญ = Addition to retain earning
  90. 3. งบกระแสเงินสด (Cash flow statement) = เงินสดของบริษัทในแต่ละปี มีการไหลเข้า-ออก โดยการทำอะไรบ้าง
    -แบ่งเป็น 3 ส่วน
    • 1.กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน (Operatiing Activities : OA)
    • 2.กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน เช่น พวกสินทรัพย์ถาวร (Invesment Activities : IA)
    • 3.กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหาเงิน เช่น กู้เงิน, หุ้น (Financing Activities : FA)
  91. งบกระแสเงินสด (Cash flow statement)
    -มีวิธีทำ 2 วิธี
    1.ทำจากบัญชี (Direct)
    2.ทำจากงบดุล(Balance sheet) 2 ปีมาเทียบกัน
    • 1.เขียนแยกว่า เข้า เท่าไร ออก เท่าไร
    • 2.ดูว่าอะไรเข้า-ออก ยังไง

    •                                                     
    • -สินทรัพย์  เข้า(ลดลง), ออก(เพิ่มขึ้น
    • -หนี้สินและส่วนของเจ้าของ เข้า(เพิ่มขึ้น), ออก(ลดลง
    • -ค่าเสื่อมราคา  เข้า(เพิ่มขึ้น), ออก(ลดลง)

    3.แล้วเอา OA+IA+FA
  92. ค่าเสื่อมราคา(Depreciation) = เกิดกับทรัพย์สินถาวร (ยกเว้นที่ดิน)
    -มี 2 แบบ
    • 1.ค่าเสื่อมราคาเส้นตรง = เสื่อมเท่ากันทุกปี
    • 2.ค่าเสื่อมราคาอัตราเร่ง = แรกๆมากและลดลงในปีหลังๆ
  93. 1.ค่าเสื่อมราคาเส้นตรง = เสื่อมเท่ากันทุกปี
    ค่าเสื่อมราคาเส้นตรง = (ราคาซื้อ - มูลค่าซาก) / จำนวนปีที่เสื่อมราคา

    • *จำนวนปีที่เสื่อมราคา = 5 ปี หรือ แล้วแต่กฎหมาย
    • **มูลค่าซาก มักใส่เป็น 1 หักภาษีได้มาก หักออกจากงบกำไร ขาดทุน (Income statement)
  94. 2.ค่าเสื่อมราคาอัตราเร่ง(Sum of the years digit) = แรกๆมากและลดลงในปีหลังๆ
    ค่าเสื่อมราคาอัตราเร่ง(Sum of the years digit) = (ราคาซื้อ - มูลค่าซาก) / (ปี inreverse order / จำนวนปี + กัน)

    • เช่น
    • ปีที่ 1 = (55000-5000)(5/1+2+3+4+5)
    • ปีที่ 2 = (55000-5000)(4/1+2+3+4+5)
  95. วิเคราะห์งบการเงิน(Ratio analysis) โดยใช้อัตราส่วนทางการเงิน
    • 1.Liquidity ratio
    • 2.Asset management ratio
    • 3.Debt management ratio
    • 4.Profitability ration
    • 5.Market value ratio
  96. 1.Liquidity ratio (สภาพคล่องทางการเงิน) บริษัทสามารถจ่ายคืนเงินกู้(หนี้ระยะสั้น)ที่จะครบภายในปีนี้ได้หรือไม่
    • 1.1Current ratio(*) = มีทรัพย์สินหมุนเวียน มากกว่าหนี้สินหมุนเวียนเท่าไร
    • 1.2Quick ratio = ชำระหนี้สินหมุนเวียนโดยเร็วสุด
  97. 1.1Current ratio(*) = มีทรัพย์สินหมุนเวียน มากกว่าหนี้สินหมุนเวียนเท่าไร
    Current ratio =

    • ความหมาย
    • - มีทรัพย์สินหมุนเวียน มากกว่าหนี้สินหมุนเวียนกี่เท่า
    • - 1 / จำนวนเท่า = % --> เอาสินทรัพย์หมุนเวียนไปแค่ % ก็ชำระหนี้สินหมุนเวียนได้
    • - มองในเชิงเจ้าหนี้ ค่ามากดี -> ชำระหนี้ได้
    • มองในเชิงบริษัท มากไม่ดี -> มีสินทรัพย์มากไป ควรเอาไปลงทุน
    • -ให้เอาค่าไปเทียบกับ Industry average โดยเทียบกับธุกิจเดียวกัน
  98. 1.2Quick ratio = ชำระหนี้สินหมุนเวียนโดยเร็วสุด
    Quick ratio =

    • ความหมาย
    • -มีสินทรัพย์หมุนเวียนที่มีสภาพคล่องสูงมากกว่าหนี้สินหมุนเวียนกี่เท่า
    • -ถ้าได้ค่าน้อยกว่า 1 แสดงว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้
    • -Current Asset ที่อยู่ต่ำกว่า Inventories เอามาลบให้หมด(ดูจากงบดุล)
  99. 2.Asset management ratio
    • 2.1 Inventory turnover ratio(ITR) = ใน 1 ปี สินค้าคงคลังมีการหมุนเวียนกี่ครั้ง
    • 2.2 ระยะเวลาเฉลี่ยในการขายสินค้า
    • 2.3 Account Receivable Turnover(ART) = ใน 1 ปี สามารถเก็บหนี้จากลูกหนี้การค้าได้กี่ครั้ง
    • 2.4 ระยะเวลาเฉลี่ยในการเก็บหนี้ = การเก็บหนี้การค้าครั้งหนึ่งใช้เวลากี่วัน
    • 2.5 Fixed Asset Turnover(FAT)(*) = ความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ถาวร หรือ สามารถทำให้สินทรัพย์ถาวรเป็นรายได้ได้ดีแค่ไหน
    • 2.6 Total Asset Turnover(TAT) = แปลงสินทรัพย์ให้เป็นยอดขายได้มาก
  100. 2.1 Inventory turnover ratio(ITR) = ใน 1 ปี สินค้าคงคลังมีการหมุนเวียนกี่ครั้ง
    • Inventory turnover ratio(ITR) = Sales/Inventory = Sale/Avg. Inventory = Cost of Good Sold/Inventory = Cost of Good Sold/Avg. Inventory
    • * Sale = ยอดขาย มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
    • ** Cost Of Good Sold = ต้นทุน มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
    • *** Inventory = มาจากงบดุล (balance sheet)
    • **** Avg. Inventory = (2009+2010)/2
    • ***** ใช้สูตรไหนแล้วแต่ Industry Avg.

    • ความหมาย
    • -สินค้าคงคลังมีการหมุนเวียน กี่รอบต่อปี
    • -น้อยไม่ดี -> มีการเก็บสินค้ามากไป
  101. 2.2 ระยะเวลาเฉลี่ยในการขายสินค้า
    ระยะเวลาเฉลี่ยในการขายสินค้า = 365/ITR

    • ความหมาย
    • -สินค้าคงคลัง 1 คลังใช้เวลากี่วันถึงขายหมด
  102. 2.3 Account Receivable Turnover(ART) = ใน 1 ปี สามารถเก็บหนี้จากลูกหนี้การค้าได้กี่ครั้ง
    Account Receivable Turnover(ART) = Sales / Account Receivable = Sales / Avg. Account Receivable

    • * Sale มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
    • **Account Receivable มาจาก งบดุล (Balance sheet)

    • ความหมาย
    • -ใน 1 ปี เก็บหนี้ได้กี่ครั้ง
    • -น้อยไม่ดี -> ความสามารถในการเก็บหนี้ต่ำ
  103. 2.4 ระยะเวลาเฉลี่ยในการเก็บหนี้ =
    การเก็บหนี้การค้าครั้งหนึ่งใช้เวลากี่วัน
    ระยะเวลาเฉลี่ยในการเก็บหนี้ = 365/ART

    • ความหมาย
    • -น้อยดี
    • -ดูที่รอบการชำระเงินด้วย ต้องน้อยกว่า
  104. 2.5 Fixed Asset Turnover(FAT)(*) = ความสามารถในการบริหารสินทรัพย์ถาวร หรือ สามารถทำให้สินทรัพย์ถาวรเป็นรายได้ได้ดีแค่ไหน
    2.5 Fixed Asset Turnover(FAT) = Sales / Net Fix Asset

    • * Sales มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
    • ** Net Fix Asset มาจาก งบดุล (Balance sheet) ต้องหักค่าเสื่อมราคาแล้ว

    • ความหมาย
    • -ถ้าต่ำกว่าค่ามาตรฐานไม่ดี
    • -ต้องดูอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น
    • บริษัทเก่า จะโดนหักค่าเสื่อมมาก -> FAT มาก
    • บริษัทขยายฐานการผลิต -> FAT น้อย
    • บริษัทขายสินทรัพย์ถาวรทิ้ง -> FAT มาก
  105. 2.6 Total Asset Turnover(TAT) = แปลงสินทรัพย์ให้เป็นยอดขายได้มาก
    Total Asset Turnover(TAT) = Sales / Total Asset

    • * Sales มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
    • ** Total Asset มาจาก งบดุล (Balance sheet)

    • ความหมาย
    • -มากดี
  106. 3.Debt management ratio = การบริหารหนี้ (ดูว่าหนี้เยอะไปไหม)
    • 3.1 Debt Ratio
    • 3.2 Times Interest Earned(TIE) = หาเงินได้เป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย
  107. 3.1 Debt Ratio
    Debt Ratio = Total Debt / Total Asset

    • * Total Debt มาจาก งบดุล (Balance sheet)
    • ** Total Asset มาจาก งบดุล (Balance sheet)

    • ความหมาย
    • -%
    • -มองเชิงเจ้าหนี้ -> น้อยดี เพราะมีเงินใช้หนี้
    • มองเชิงบริษัท -> มากดี เพราะ มักใช้เงินกู้มากกว่าส่วนของเจ้าของ
    • มองเชิงการเติบโต -> น้อยไม่ดี เพราะไม่ค่อยโต
    • -
  108. 3.2 Times Interest Earned(TIE) = หาเงินได้เป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย
    Times Interest Earned(TIE) = EBIT / Interest Charge

    • * EBIT มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
    • ความหมาย
    • -เท่า
    • -มากดี สามารถหาเงินได้ดี จ่ายดอกได้แน่
  109. 4.Profitability ration = วัดความสามารถในการทำกำไรของบริษัท
    • 4.1 Profit margin = ขายแล้วเหลือเป็นกำไรเท่าไร
    • 4.2 Return On Asset (ROA)
    • 4.3 Return On Equity (ROE)(*)
  110. 4.1 Profit margin = ขายแล้วเหลือเป็นกำไรเท่าไร
    Profit margin = Net income / Sales

    • * Net income มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
    • **Sales มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)

    • ความหมาย
    • -%
    • -มากดี ได้กำไรเท่าไร
  111. 4.2 Return On Asset (ROA)
    Return On Asset (ROA) = Net income / Total Asset

    • * Net income มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
    • ** Total Asset มาจาก งบดุล (Balance sheet)

    • ความหมาย
    • -%
    • -มากดี ดูจากสินทรัพย์ที่มีว่าได้กำไรเท่าไรกี่%
  112. 4.3 Return On Equity (ROE)(*)
    Return On Equity (ROE) = Net income / Common Equity

    • * Net income มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
    • ** Common equity มาจาก งบดุล (balance sheet)
    • *** Common equity = common stock + additional paid in capital + Retain earning ต่างจาก Equity จะมี prefered stock อยู่ด้วย

    • ความหมาย
    • -%
    • -มากดี
  113. 5.Market value ratio = ไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับบริษัทเลย
    • 5.1 Price / Earning Ratio (P/E)(*)
    • 5.2 Market/ Book Ratio
  114. 5.1 Price / Earning Ratio (P/E)(*)
    Price / Earning Ratio (P/E) = Price per share / Earning per share

    • * มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
    • ** Price per share ราคาของหุ้นในตลาด (บาท/หุ้น)
    • *** Earning per share (EPS) = Net income / #common stock(จำนวน common stock)

    • ความหมาย
    • -เท่า
    • -นักลงทุนมีความมั้นใจแค่ไหน ค่ามาก ก็มั่นใจมาก
    • -ค่าสูงเพราะถูกปั่นก็มี
  115. 5.2 Market/ Book Ratio
    Market/ Book Ratio = Price per share / Book value

    • * มาจาก งบกำไร ขาดทุน (income statement)
    • ** Price per share ราคาของหุ้นในตลาด (บาท/หุ้น)
    • *** Book value = Equity / share = Common equity / # common stock

    • ความหมาย
    • -เท่า
    • -มากดี เพราะนักลงทุนมั้นใจมากยอมซื้อในราคาที่สูงกว่า
  116. Common size analysis
    ทำ size ให้เท่ากัน ใช้คู่กับ ratio ชนิดต่างๆเพื่อดูแนวโน้มของบริษัทมาเป็นไง

    Balance sheet = x/สินทรัพย์

    Income statement = x/Net sales
  117. Dupont analysis = การวิเคราะห์โดยการแยกส่วนของ ROE(Reture On Equity) เพื่อดูว่าทำไมถึงมีปัญหา

    ROE = Net income / Common Equity
    ROE = Net income / Common Equity = Profit margin * Total asset turnover * total asset / common equity

    ROE = Net income / Common Equity = (Net income / Sales) * (Sales / Total asset) * (total asset / common equity)
  118. CASH FLOW
    CASH FLOW (CFt) = Net income + ค่าเสื่อมราคา
  119. Project selection
    ดูว่า project คุ้มค่าในการทำหรือป่าว
    • 1.Payback period
    • 2.NPV(Net present value)(*)
    • 3.IRR(Internal rate of return)(*)
    • 4.PI(Profitability index)
  120. 1.Payback period = นานแค่ไหนถึงจะได้เงินที่ลงทุนกลับคืนมา
    -เอาต้นทุนมาลบออกเรื่อยๆ ใช้เวลาคืนทุนน้อยกว่าแสดงว่าดีกว่า

    ***เงินแต่ละปีมีค่าไม่เท่ากัน

    -Discount payback period = แปลงเป็น PV(PV = ) แล้วค่อยเอามาลบออกเรื่อยๆ
  121. 2.NPV(Net present value)(*) = Project ให้ผลตอบแทนกี่บาท
    NPV =

    • หรือ
    • 1. หา PV ของแต่ละปี (PV = )
    • 2. แล้วเอามาบวกกัน
    • 3.ได้ค่าเยอะกว่าดีกว่า เพราะ ได้ผลตอบแทนสูงกว่า

    • *** ปีที่ทำและเงินลงทุนต้องเท่ากันด้วย
    • **นิยมเพราะบอกเป็นจำนวนเงิน
    • *ข้อเสีย ตัวเลขที่ได้ ไม่ได้บอกว่าลงทุนไปเท่าไร
  122. 3.IRR(Internal rate of return)(*) = Project ได้ผลตอบแทนเป็นกี่ % ของเงินลงทุน
    IRR(Internal rate of return) = เอา PV ของแต่ละปีมาบวกกัน แต่หาค่าของ k

    EX. 1000 =

    • *** ได้ % มากกว่า แสดงว่าดีกว่า ได้ผลตอบแทนวูงกว่า
    • **ถ้า IRR > Cost of capital --> น่าลงทุน
  123. ปัญหา NPV ขัดแย้งกับ IRR
    • ดูที่ NPV
    • 1. Cost of capital  < 7.2%  -> L ดีกว่า S
    • 2. Cost of capital  = 7.2%  -> L = S
    • 3. Cost of capital  > 7.2%  -> S ดีกว่า L

    • ดูที่ IRR (จุดที่ NPV = 0)
    • IRR ของ S > IRR ของ L --> S ดีกว่า L

    • ขัดแย้งกันที่
    • Cost of capital  < 7.2%  -> L ดีกว่า S กับ
    • IRR ของ S > IRR ของ L --> S ดีกว่า L

    • เพราะ
    • 1.กราฟตัดกัน
    • 2.การตอบแทนต่างกัน S มากไปน้อย L น้อยไปมาก
    • 3.เงิรลงทุนไม่เท่ากัน
  124. วิธีตัดสินเมื่อเกิดความขัดแย้ง
    • 1. หา IRR แล้วนำมาเทีบยกับ Cost of capital ถ้า IRR < cc --> ตัดทิ้ง
    • 2.หา NPV เลือก project ที่ได้ NPV สูงสุด
  125. Project schedule
    • 1.Diagram
    • AOA(Activity on arrow)
    • AON(Activity on node)

    • 2.คำนวน
    • CPM = รู้เวลาแน่นอน
    • PERT
  126. AOA
    (Activity on arrow)

    O = เหตุการณ์ (จุดของเวลา ไม่มีระยะเวลา)

    --> = กิจกรรม (สิ่งที่ต้องทำเพื่อให้โครงการเสร็จ  มีระยะเวลา)
  127. AON(Activity on node)

    O = กิจกรรม

    --> =  ความสัมพันธ์



  128. ห้าม N กิจกรรม เริ่มต้นและสิ้นสุดด้วยกัน

    + ต้องมีจุดเริ่มต้น 1 จุด และ สิ้นสุด 1 จุด เท่านั้น


  129. จากรูป เส้น dummy ที่ไม่จำเป็นต้องมี --> ตัดออก

    การตัดเส้น dummy
    + เริ่มต้นกิจกรรมเดียวที่ node ใด node หนึ่ง
    + สิ้นสุดกิจกรรมเดียวที่ node ใด node หนึ่ง
    เมื่อตัด dummy ออก จะได้

  130. ตัวอย่าง AON (Activity on node)

  131. ตัวอย่าง AOA (Activity on arrow) + CPM
    + หา ti = eary start = เริ่มเร็วสุด
    + หา Ti = late start = เริ่มช้าสุด (วันสิ้นสุดเท่าเดิม)


    • ตัวแปร
    • + ti (max)
    • + Ti (min)
    • + Lx = ระยะเวลาของกิจกรรม
  132. t1 = 0
    t2 = t1+LA = 0+5 = 5
    t3 = max[t1+LB, t2+d1] = max [0+3, 5+0] = [3, 5] = 5
    t4 = max[t1+LE, t2+LC, t3+LD] = max [0+7, 5+8, 5+7] = max[7, 13, 12] = 13
    t5 = t4+LF = 13+4 = 17
    t6 = t5+LG = 17+5 =22

    ----------------------------------------------------------

    T6 = 22
    T5 = T6-LG = 22-5 = 17
    T4 = T5-LF = 17-4 = 13
    T3 = T4-LD = 13-7 = 6
    T2 = min[T3-d1, T4-LC] = min[6-0, 13-8] = min[6, 5] = 5
    T1 = min[T2- LA, T3-LB, T4-LE] = min[5-5, 6-3, 13-7] = min[0, 3, 6] = 0
    • สรุป
    • t1 = 0
    • t2 =  5
    • t3 =  5
    • t4 = 13
    • t5 =  17
    • t6 = 22

    • เริ่มเร็วสุดของเเต่ละกิจกรรม
    • ----------------------------------------------------------
    • T6 = 22
    • T5 = 17
    • T4 = 13
    • T3 =  6
    • T2 =  5
    • T1 =  0

    เริ่มช้าสุดของแต่ละกิจกรรม
  133. AOA+CPM
  134. TS = Activity ไหนเป็น critical activity = 0 คือ กิจกรรม delay ได้เท่าไร โดยไม่ทำให้โปรเจค delay

    • FS = Activity ที่ไม่เป็น critical  delay ได้เท่าไร โดยที่
    • 1.ไม่ทำให้โปรเจค delay
    • 2.ไม่กระทบกับกิจกรรมที่ตามหลังมา

    *** FS = tj-(ti+Lij) โดยที่ FS <= TS จะได้ ถ้า TS = 0 --> FS =0 ด้วย
  135. AOA+CPM
    • 1.หา (Early start = เริ่มเร็วสุด) เอามา + แล้วหาค่า max
    • 2.หา (Late start = เริ่มช้าสุด) เอามา - แล้วหาค่า min
    • 3.สร้างตารางหา
    • -กิจกรรม
    • -(i, j)
    • -ระยะเวลา(Duration)
    • -
    • -
    • -
    • -
    • -TS = LF-EF = LS-ES
    • -
  136. AON+CPM
    • 1.ES(i) เอาค่า max
    • 2.EF(i) = ES(i)+Li
    • 3.LF(i) = EF(i) เอาค่า min
    • 4.LS(i) = LF(i)-L(i)

What would you like to do?

Home > Flashcards > Print Preview